ประวัติความเป็นมา

โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

slide1

"โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โรงพยาบาลของคนนครศรีธรรมราช"

         วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นวันกำเนิดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยถือเอาวันลงพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นหลัก ครั้น ๕ ปีต่อมา ในต้นปี พ.ศ.๒๕๔๑ มหาวิทยาลัยฯ ก็เปิดสอนนักศึกษารุ่นที่ ๑ เป็นความโชคดีของชาวนครศรีธรรมราช และชาวไทยภาคใต้ ในปี พ.ศ.๒๕๔๘ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มาประชุมสัญจรหรือ ค.ร.ม.นกขมิ้น สถานที่ประชุมคือศาลา ๑๐๐ ปี วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือวัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ก่อนถึงวันประชุมของ ค.ร.ม.นกขมิ้น ชาวนครศรีธรรมราชได้นัดประชุมบรรดาผู้ที่สนใจบ้านสนใจเมืองเป็นพิเศษประมาณ ๓๐ คน เพื่อนำเสนอเรื่องสำคัญต่อที่ประชุม ค.ร.ม.ที่ห้องประชุมพุทธสมาคมนครศรีธรรมราช พระเทพวินยาภรณ์(ขณะนั้น พระราชธรรมสุธี) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส การประชุมก่อนการมาประชุมของค.ร.ม.สัญจรของชาวนครศรีธรรมราชรวม ๓ ครั้ง มติที่ประชุมเสนอของบประมาณเรียงลำดับความสำคัญ เช่น สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถนนสี่ช่องจราจรหัวถนนนครฯ ไปหัวไทร พุทธภูมิ ถนนเทอดพระเกียรติ(เพื่อแก้ปัญหาคอขวดสี่แยกไปปากนครเพราะด้านข้างเป็นที่ดินของเอกชน) การจราจร ปะการังเทียม และน้ำ เป็นต้น ผลการประชุมของ ค.ร.ม.นกขมิ้น อนุมัติโครงการและงบประมาณ ๔ รายการ ตามลำดับ ในครั้งนั้นนำความปลาบปลื้มมาสู่ชาวนครศรีธรรมราชและชาวไทยภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง

          เมื่อได้รับอนุมัติการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์และเปิดสอนในปีการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้ว กลุ่มคิดและดำเนินการเพื่อให้มีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ทั้งในส่วนของคณะกรรมการรณณรงค์ฯ บุคลากรมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คลังสมอง และชาวนครศรีธรรมราชที่สนใจก็ร่วมคิดและดำเนินการต่อตั้งปณิธาณกันว่าภายใน  ๕ ปี จะต้องมีโรงพยาบาลที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เพื่อเป็นที่ฝึกและปฏิบัติงานของนักศึกษาแพทย์ซึ่งมีปีละ ๔๘ คน ด้วยการคัดเลือกจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง เวลาผ่านไปสองปีกว่าเป็นโชคดีของชาวนครศรีธรรมราชอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทางรัฐบาลสื่อสารมาว่ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีโครงการใหญ่อะไรบ้างมีงบประมาณพันกว่าล้าน อธิการบดีในขณะนั้นได้สอบถามความเห็นของผู้บริหารและคณาจารย์ส่วนหนึ่ง ในที่สุดก็ได้คำตอบคือสร้างโรงพยาบาลหรือต่อมาใช้ชื่อว่าศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติทางการแพทย์ของนักศึกษาและให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วย ต่อมาก็มีการดำเนินการตามขั้นตอนลำดับการงบประมาณและการก่อสร้าง ก่อนที่งบประมาณจำนวนนี้จะมานั้นได้มีการประสานงานกับนักการเมืองระดับชาติที่วัดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ในวันมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ ณ หน้าองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช การประสานงานดำเนินการต่อไปสู่รัฐบาล รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง(เลขาธิการ สกอ.ขณะนั้นเดินเรื่องต่อ) ด้วยหลายฝ่ายร่วมมือกันอย่างแข็งขันความสำเร็จจึงได้เกิดตามมาอย่างน่าภาคภูมิใจและหายเหนื่อย ครั้นต่อมาเกิดปัญหางบประมาณไม่พอสร้างด้วยเวลาผ่านไปวัสดุขึ้นราคา จึงมีการเสนอของบประมาณเพิ่ม ๒ ครั้ง สุดท้ายเสนองบประมาณ ๕,๖๐๐ ล้านบาท เข้าที่ประชุม ค.ร.ม.สัญจร ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในครั้งนี้ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการประสานงานเพื่อให้ ค.ร.ม.อนุมัติงบประมาณก้อนนี้ แม้กระทั่งการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีสาธารณสุข และนักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลในข ณะนั้นที่มีน้ำหนักในการผลักดันให้ ที่ประชุมค.ร.ม.อนุมัติงบประมาณก็ต้องทำ ที่สำคัญคือนมัสการท่านเจ้าคุณพระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรวิหารในขณะนั้นได้เมตตาบอกกับนายกรัฐมนตรีผู้หญิงเรื่องโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพราะก่อนที่จะไปประชุม ค.ร.ม.สัญจร หรือทัวร์นกขมิ้นนั้นนายกรัฐมนตรีมากราบบูชาพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชก่อน และประชุมในวันรุ่งขึ้น ในการประชุมที่เกาะสมุยนั้น อดีตอธิการบดีฯ รองอธิการบดีฯ และผู้ช่วยอธิการบดีฯ รวม ๓ ท่านไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้นทำงานในเรื่องนี้อย่างขยันขันแข็ง จริงจังมาก วันนั้นมีการติดตามข่าวกันตลอดทั้งวัน เมื่อถึงวาระการประชุมเรื่องงบประมาณของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยลักษณ์ ข่าวบอกว่าข้ามไปก่อน นั่นคือให้รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งตรวจสอบรายละเอียดเสียก่อนเพื่อความรอบคอบ และบ่ายใกล้เย็นของวันนั้นเสียงโทรศัพท์ของผู้ว่าฯ บอกว่า “อาจารย์งบประมาณผ่านเรียบร้อยแล้ว” เป็นข่าวดีที่ดีสุดๆ ในชีวิตข่าวหนึ่งของผมยากจะบรรยาย ในไม่ช้าข่าวโรงพาบาลมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับอนุมัติจาก ค.ร.ม.นกขมิ้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็แพร่สะพัดไปในกลุ่มบุคลากรทุกฝ่าย และชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช บัดนี้การก่อสร้างโรงพยาบาลที่สำคัญยิ่งของชาวนครศรีธรรมราช ชาวใต้ และชาวไทย ได้เริ่มขึ้นแล้วจากงบประมาณทั้งสิ้น ๕,๖๐๐ ล้านบาท จำนวนเตียงผู้ป่วย ๗๕๐ เตียง แม้ช่วงระหว่างทางกว่าจะมาถึงวันนี้จะมีอุปสรรคหนักเบาอยู่บ้างแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้พยายามแก้ไขจนปัญหาต่างๆ ลุล่วงไปด้วยดีได้ และดำเนินการสร้างต่อไปได้อย่างราบรื่น ผู้บริหารชุดปัจจุบันได้พยายามดูแลควบคุมการก่อสร้างให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามสัญญาคือในปี พ.ศ.๒๕๖๒ แต่เนื่องจากปัญหามีอยู่บ้างเป็นต้นว่าฝนฟ้าของภาคใต้ที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ก่อสร้างได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นอาจจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในต้นปี พ.ศ.๒๕๖๓ บัดนี้ความฝันและความตั้งใจของชาวนครศรีธรรมราช ชาวมหาวิทยาลัยลัยลักษณ์ ชาวไทยภาคใต้ ที่จะมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ดั่งฝันและสมความตั้งใจแล้ว

จากใจชาวมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
รศ.ดร.สืบพงศ์ ธรรมชาติ
อาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
อาทิตย์ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๐